top of page

เส้นทางพิชิตจุดสูงสุดของ Kinabalu ที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด


บรรยากาศบนยอดเขา Kinabalu

“ทำไมถึงสนใจมาที่นี่”

คำถามของพี่ร่วมทริปในระหว่างการเดินอันสะบักสะบอมลากสังขารของตัวเองกันออกจากอุทยาน 


คิดๆไปมันก็นานจนลืมไปแล้วว่าทำไมถึงอยากมา อาจเป็นเพราะเสน่ห์ของ South Peak หรือไม่ก็เพราะอยากสัมผัสยอดเขาที่สูงเกือบที่สุดของ South East Asia สร้าง Record สักอย่างให้กับชีวิตตัวเอง


เมื่อเพื่อนชวนไปเมื่อปลายปีที่แล้ว เลยรีบจองทันทีกับทริปพิชิตยอดเขา Kinabalu



เดี๋ยวนี้ไม่มีบินตรง ต้องต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ ออกจากบ้านเช้ามืด กว่าจะมาถึงที่พักในอุทยานก็ค่ำพอดี ใช้เวลานานมาก




ค้างคืนแรกกันในบ้านพักอุทยานที่ดูดีเลยทีเดียว สามารถมาพักผ่อนแบบเป็นครอบครัวกันได้ น้ำแรง ร้อนดี แต่ว่าต้องเปิดสวิทช์ล่วงหน้า 30 นาทีนะ (ไม่รู้ว่าต้มมาจากหุบเขาตรงไหนนานเชียว)





เช้ากินข้าวที่ห้องอาหารที่วิวดีมาก อยากนั่งชิลๆดื่มด่ำบรรยากาศนานๆ และไม่พลาดที่จะต้องกิน Diamox ครึ่งเม็ดป้องกันเอาไว้ก่อน เพราะเคยพลาดเกิดอาการ AMS มาแล้ว


ได้กล่องอาหารกลางวันเป็นไก่ย่าง ไข่ต้ม แอ๊ปเปิ้ล (รวมๆกันก็หนักอยู่) แล้วก็เซ็นเอกสาร แจกบัตรคล้องคอที่ให้ทุกคนใส่ไว้ตลอดเวลา ชั่งน้ำหนักสำหรับผู้ที่ต้องการให้ลูกหาบนำสัมภาระขึ้นไปให้




ฟังบรีฟจากไกด์ที่ Tympo Gate ว่าเราจะทำอะไรบ้าง โดยเริ่มเดินตอนประมาณ 9 โมง ระยะทาง 6 กิโลเมตร ถึงที่พักของเรา โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง



ทางเดินช่วงแรกเป็นป่าดิบชื้น ที่เป็นทางเดินลาดๆ แต่เดินหล่อๆเพียงแป๊บเดียว ก็เริ่มเป็นขั้นบันไดที่สูงชัน



ระหว่างทางมีซุ้มให้พักทุกกิโลเมตร แต่เรารู้สึกว่ากิโลแม้วยังไงไม่รู้ ดูไกลเกินจริง กว่าจะผ่านแต่ละ 500 เมตรโคตรจะนาน วิว 2 ข้างทางส่วนมากก็จะเป็นป่า ไม่ค่อยได้เจอแดดเท่าไหร่ มีเพียงแค่บางช่วงที่เป็นสะพานข้ามยอดเนินที่จะได้เห็นบรรยากาศข้างทางบ้าง


พยามจะหาหม้อข้าวหม้อแกงลิงแต่ว่าไม่เจอ พรรณไม้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเฟิร์น และสน อยู่ในความชื้นตลอดเวลา


ก่อนมาเราก็รู้สึกว่าตัวเองก็มีความฟิตพอสมควร แม้จะไม่มาก แต่พอมาเดินจริงรู้สึกว่าขาดความฟิตไปมาก ได้แต่มองลูกหาบเดินขนของแซงขึ้นไปด้วยความรู้สึกอิจฉาในพละกำลัง




รู้สึกว่าเดินช้ากว่าที่ควร แต่ยิ่งพยามเร่งตัวเอง ก็ยิ่งเหนื่อย Heart Rate ก็ค่อนข้างสูงมาก ขึ้น 160 up ตลอดเวลา พยามประคองให้ไม่เกิน 140 เพราะกังวลว่าถ้าเหนื่อยเกินไปจะเกิดอาการ AMS ถามหาได้ และจะเพลียจนไปมีพลังไปจนสุด เลยจอดเติมพลังระหว่างทางไปเรื่อยๆ ค่อยๆลดน้ำหนักที่มีในกระเป๋าลง



เดินประคองตัวเอง และพี่ในกลุ่มไปเรื่อยๆ จนถึงจุดพักหลักกิโลเมตรที่ 4 มองขึ้นไป โอว... ทางดูจะทุรกันดารและชันมากขึ้นกว่าเดิมอีก หันดูเวลา เกือบจะ 4 โมงเย็นแล้ว ต้องรีบทำเวลาแล้วล่ะ



จากจุดนี้ขึ้นไปจะมีวิวเปิดโล่งมากขึ้น บางช่วงจะเป็นต้นไม้เตี้ย มองเห็นยอดเขาคินาบาลู ที่มองแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าเราจะขึ้นถึงบนนั้นตอนเช้าวันรุ่งขึ้นได้ยังไง มันดูไกลเดินเอื้อมมากๆ


แต่เวลาไม่มีมากพอให้เราชื่นชมความสวยงามของวิวได้นานนัก



กว่าจะถึงกิโลเมตรที่ 5 นั้นรู้สึกว่ายาวนานขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าทางชัน และเดินลำบากขึ้น



ต้นไม้บริเวณชั้นนี้นั้นสวยงามแบบประหลาด เหมือนอยู่ในป่าลึกลับในจินตนาการ ต้นไม้มีรูปทรงแปลกๆ บางช่วงเป็นสีแดง เหมือนเชื้อเชิญให้เราเข้าสู่แดนสนธยาที่ไม่เปิดให้เดินย้อนกลับไปได้


ช่วงสุดท้ายจะมีป้ายบอกทุก 100 เมตรว่าจะถึงที่พัก ซึ่งเราไม่เคยรู้สึกว่า 100 เมตรไหนจะยาวขนาดนี้มาก่อนในชีวิต แสงก็เริ่มจะหมด รู้สึกตัวอีกทีก็เหลืออยู่ 2 คนกับพี่ร่วมทริป ซึ่งก็ต้องเดินประคองแกไปด้วย ไม่รู้ว่ากลัวแกเหงา หรือตัวเองเหงากันแน่...


ผลคือถึงที่พักเป็น 2 คนสุดท้าย พร้อมแสงสุดท้ายของวัน ชาวบ้านเค้ากินข้าวอาบน้ำกันเสร็จหมดแล้ว 🤣





ได้แต่มองแสงยามเย็นผ่านหน้าต่าง แล้วรีบกินข้าวก่อนที่ไลน์อาหารจะถูกเก็บไป อาหารที่นี่ก็จะเป็นข้าว ผัดหมี่ สปาเก็ตตี้ และมีไก่ต้มซิอิ้ว แกงเนื้อ ฯลฯ ซึ่งปริมาณถือว่ามีให้กินแบบไม่อั้น ส่วนรสชาติก็ออกเค็มซะเป็นส่วนใหญ่


กินเสร็จเข้าห้องน้ำ น้ำก็ไหลดั่งน้ำหยดในซอกหินเดือนเมษายน ได้แต่เช็ดตัวแปรงฟัน กินข้าวเสร็จ ตบ Diamox อีกครึ่งเม็ดแล้วรีบนอนซะ ซึ่งพอเดินเหนื่อยๆมันก็ไม่ใช่ว่าจะหลับได้เลย ด้วยความที่ห้องพักเป็นเตียง 2 ชั้น ห้องละ 8 คน ทำให้เสียงค่อนข้างจะดังในความเงียบ เวลาใครขยับตัวหรือมีคนเดิน กว่าจะหลับจริงๆก็เกือบสี่ทุ่ม 


ตีหนึ่งครึ่ง ตื่นมากินข้าว เริ่มปวดหัว อึนๆ กินข้าวไม่ลง อาการเดิม AMS ถามหาแน่ๆ Diamox ที่กินไปไม่ช่วยอะไรเลยหรือนี่ นั่งเขี่ยผัดหมี่ในจานไปมาตัดสินใจจะไปหรือนอนต่อดี 


ถ้าไป แล้วอาการเป็นหนักกลางทางก็ลำบาก คราวก่อนกว่าจะเดินลงมาจากฟูจิได้โคตรทรมาน

ถ้าไม่ไปต่อ แปลว่าเราจะล้มเหลวเป็นครั้งที่ 2 และคงจะไม่มีครั้งถัดไป รวมถึงไม่กล้าไปเที่ยวที่สูงๆที่ไหนได้อีก โคตรเจ็บปวด !!!

คิดไปซดกาแฟร้อนไป อาการเริ่มดีขึ้น ปวดหัวเริ่มลดลง เลยไปกดกาแฟมาจิบอีก อ้าว.. ไม่ปวดหัวละ งั้นตั้งสติ ไปวะ สู้สักตั้ง



ตีสองครึ่งไกด์เรียกมารวมตัวกัน เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมไฟฉายคาดหัวต้องมีทุกคน เพราะทางมืดมาก บรีฟรายละเอียดถึงการเดินขึ้นยอดเขาเป็นระยะทาง 3 กม. ใครที่ไม่ไหวอย่าฝืนเพราะค่อนข้างอันตราย ให้ประเมินตัวเองด้วย ถ้าไม่ไปต่อก็ขอกุญแจห้องจากไกด์กลับลงมานอนต่อซะ


ณ จุดนี้ คิดว่าก็ลองดู มาถึงตรงนี้ไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้นอกจากการพิสูจน์ตัวเอง ถ่ายรูปรวมแล้วเริ่มเดิน


เป็นการเดินท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่างของคืนวันมาฆบูชา เหมือนเดินจงกรมทำสมาธิสมาธิแสวงบุญกันเป็นหมู่คณะ ตัวเองพยามสร้างจังหวะการเดินที่พอดี คือเดินสี่ก้าว หยุดหายใจสี่ทีแล้วก้าวต่อ เดินให้ต่อเนื่อง พยามเสพออกซิเจนเข้าไปให้สุดปอด โฟกัสกับร่างกาย



ระหว่างทางในช่วงแรกจะไม่เห็นอะไรเลย นอกจากพวกเรากันเองที่เดินต่อแถวชิดกันไป จนผ่านไปสักชั่วโมง แถวเริ่มกระจายห่างกันมากขึ้น เริ่มออกจากป่า หยุดมองขึ้นไปก็เห็นแสงไฟเป็นดวงๆเหมือนหิ่งห้อยที่พยามบินขึ้นไปบนยอดเขา มองไปด้านล่างก็เห็นไฟกระพริบๆตามขึ้นมา

เราคือหมู่ภมรที่ล่องลอยอยู่บนเขาแห่งนี้

เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เราไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น สติจดจ่อกับร่างกายและทางที่เดิน พยามรักษาเวลาให้ทันจุด Cut off ตอนตี 5 ซึ่งก็มาทันตอนตีสี่ยี่สิบ รู้สึกโล่งอกที่ทำเวลาได้ดี และร่างกายยังโอเค รอดแล้วล่ะ



หลังจากนี้เริ่มเป็นพื้นหินที่ชันขึ้นอีก ต้องอาศัยการปีนป่ายไต่เชือกขึ้นไป ปีนไปก็คิดว่าตอนลงคงจะเสียวน่าดู ปีนสีก้าว หายใจสี่ทีเหมือนเดิม แต่คราวนี้ต้องหยุดพักบ้างเป็นระยะ เพราะอากาศเบาบาง หายใจไม่ทัน



ฟ้าเริ่มสาง ณ กิโลเมตรที่ 8 บนความสูง 3929 เมตร และทางเริ่มลาด และมองเห็นบรรยากาศรอบตัวได้มากขึ้น



แสงเช้าสาดมาที่ยอดเขา หันมองกลับไปนี่เราอยู่บนลานสวรรค์เหนือเมฆด้านล่างแล้วนี่ วิวนี้แหละที่ใฝ่ฝันจะมาสัมผัสสักครั้ง



หลังจากชื่นชมบรรยากาศสักพักพี่ๆในกลุ่มก็ชวนขึ้นไปถ่ายรูปกับป้ายด้านบน อ้าว นี่เราต้องปีนก้อนหินขึ้นไปอีกหรอเนี่ยถึงจะเป็นผู้พิชิต เดินตามเค้าไปห่างๆแล้วหยุดที่ป้าย


มารดำบอก “มาจุดนี้ก็เรียกว่าถึงแล้วแหละ หามุมถ่ายรูปชิลๆไปดีกว่า”


มารขาวบอก เฮ้ย!!! มันยังไม่สุดมันต้องไปให้ถึงสิวะ ใครถามว่าจุดนั้นเป็นยังไงก็ตอบเค้าไม่ได้ มาตั้ง 4000 เมตร เหลือ 95 เมตรอย่ามาโกงตาชั่ง”


มอง 95 เมตรนั้นแล้วก็ถอนหายใจ ไปวะ...



ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงยอดตอน 7.20 ตลาดเริ่มวายละ คนกำลังจะกลับกันหมด


ถ้าถามว่าความรู้สึกตอนที่อยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขานั้นคิดอะไร?

จุดสูงสุดนั้นมากับความเคว้งคว้าง น่ามาสัมผัส แต่ไม่น่าอยู่นาน

โดยเฉพาะถ้าคุณอยู่คนเดียว


==========



การขึ้นมานั้นเหนื่อย แต่ไม่ต้องคิดเยอะ เพราะมองเห็นเป้าหมายปลายทางเดียว


แต่การลงนั้นใช้สติและพละกำลัง เพราะต้องใช้ขายั้งร่างกาย และทรงตัวให้ดี ไม่งั้นกลิ้งลงไปข้างล่างแน่ๆ 


และมันมีทางเลือกในการลง ทำให้ต้องคิดเยอะ


ยอด South Peak ที่อยู่ในธนบัตรของมาเลเซีย



อย่างนึงที่พลาดคือเตรียมตัวแค่จะขึ้นมา ไม่ได้เตรียมการสำหรับตอนลง 


แดดบนนึ้แรงมาก อย่าลืมพกแว่นกันแดด ครีมกันแดด หมวกสำหรับกลางวันในการเดินลงกันด้วย


ลงมาถึงที่พักตอน 10 โมง เพื่อนๆโกยของออกมาจากห้องพักให้เรียบร้อย รีบกินข้าวก่อนที่จะหมดและเตรียมตัวลง 


เขียนโปสการ์ดส่งกลับบ้านตามธรรมเนียม แต่ต้องขึ้นไปซื้อแสตมป์ส่งอาคารข้างบน


เชดดด… กูเห็นละตอนลงมา


หลังจากใช้แรงขาไปจนหมด ณ จุดๆนี้หนักใจกว่าปีน 95 เมตรนั้นซะอีก 


เลยชักชวนน้องๆในทริปให้เขียนโปสการ์ส่งกันสิ แล้วเนียนฝากไปส่งให้หน่อย



=========


การลงมาจากเขาก็เป็นอีกจุดที่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะร่างกายยังไม่ได้พักก็ต้องลงแล้ว แถมดันเจอฝน หินลื่น ต้องประคองตัวดีๆ เป็นอีกครั้งนึงในชีวิตที่รู้สึกว่ามันทรมานร่างกายสุดๆ ปวดทุกการก้าวลงมา แต่ละเมตรที่ผ่านไปนั้นช่างยาวนาน และด้วยความทรมานปนความเปียกปอน ทำให้ตลอดทางลง แทบไม่ได้ถ่ายรูปเลย จากที่คิดว่าใช้เวลาแค่ครึ่งเดียวของตอนขึ้น กลับใช้เวลาเดินกิโลเมตรละชั่วโมง นานพอๆกับเดินขึ้นเลย


และคำถามว่า " ทำไมถึงสนใจมาที่นี่? " ของพี่เจี๊ยบที่ร่วมเดินกันลงมาตอนถึงกิโลเมตรที่ 2 นั้น ทำให้ผมคิดอีกครั้งว่าทำไมถึงคิดอยากมาที่นี่ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร สิ่งที่รู้สึกว่า 'สำเร็จจริงๆ' กลับไปใช่การไปถึงยอดเขา แต่เป็นการพิชิตเอาชนะใจตัวเองให้อดทน และทำมันให้สำเร็จจริงๆ ตลอดทางมีหลายครั้งมากที่ลังเล และคิดว่าจะหยุด แต่สุดท้ายเราก็กัดฟันเอาชนะความท้อแท้ ความเจ็บปวด แล้วไปต่อจนจบให้ได้


ถึงซุ้มประตู แจ้งชื่อเช็คตรงทางออก ครบ 32 ชั่วโมงพอดี แล้วก็หลุดพ้นกลับมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งหนึ่ง


รับใบประกาศนียบัตร แล้วกลับเข้าไปพักโรงแรมสบายๆในเมือง ที่แชงกรีล่า (ปลอม) ฮาาาาา....



ช่างเป็นวันอันแสนทรหด ตื่นมาตั้งแต่ตีหนึ่งครึ่ง ขึ้นสู่ยอดเขาและกลับมาสู่ระดับน้ำทะเลอีกครั้งในตอนเย็น เลยต้องกินซีฟู๊ดสักมื้อเป็นการฉลองความสำเร็จปิดท้าย



และก็เหมือนหลายๆเรื่องในชึวิตที่ระหว่างทางเราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ระหว่างเดินน้ำตาจะไหล แต่พอเราอิ่มกายสบายใจ ผ่านมาได้มันก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น 


แต่ต้องบอกว่าการพิชิตยอดเขาคินาบาลูแห่งนี้มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน ควรจะเป็นคนที่มีประสบการณ์ประมาณหนึ่ง รวมถึงมีความแข็งแรงมากพอ ไม่อย่างนั้นคุณจะติดอยู่ในเพลง "กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง" ของพี่เบิร์ด ซึ่งในความจริงมันไม่ขำเหมือนตอนเล่นมุขกัน หลายคนโดนหิ้วปีกหมดสภาพมาจากข้างบน บางคนต้องขี่หลังลูกหาบลงมา สภาพอย่างเยิน


เพราะฉะนั้น อย่าเชื่อคอนเทนต์ที่บอกว่า สบายๆ ชิลๆ เป็นอันขาด กว่าครึ่งของคนในทริปนั้นพูดตรงกันว่าทริปนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคนโดยเฉพาะมือใหม่หัดเดิน


เพราะแม้ว่าสุดท้าย เราก็จะถูกประคองกันไปจนจบทริปก็เถอะ แต่จะเป็นความเครียดและทรมานเสียมากกว่า รวมถึงจะทำให้เพื่อนร่วมทริปช้าไปด้วยกันจนหมดเวลาสนุก


ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่ช่วยกันดูแลจนพิชิตยอดเขาได้อย่างปลอดภัยกลับกันมาทุกคน

ที่สนามบินคินาบาลู ถ้าเห็นคนเดินลากขา

รู้เลยว่าเพิ่งลงจากเขามา…


และคงจะเดินกะเผลกไปอีกหลายวัน


========================




Comments


Commenting has been turned off.
bottom of page